RED2systemทางเลือกในเคสmidfacehypoplasiaรุนแรง-KLSMartin
RED 2 system ทางเลือกในเคส midface hypoplasia รุนแรง - KLS Martin
ในผู้ป่วยที่มีภาวะ Midface หรือ Maxillary Hypoplasia รุนแรง การเลื่อนกระดูกใบหน้าส่วนกลางและขากรรไกรบนไปด้านหน้าอาจทำได้ยาก โดยเฉพาะผู้ที่เคยผ่าตัดหลายครั้ง หรือมีพังผืดและเนื้อเยื่ออ่อนดึงรั้งมาก
การผ่าตัดเพียงครั้งเดียวอาจเลื่อนได้ไม่มาก และควบคุมทิศทางของกระดูกได้จำกัด จึงต้องเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับแต่ละรายบุคคล

RED II คืออะไร

RED II (Rigid External Distraction System) เป็นอุปกรณ์ดึงกระดูกจากภายนอกที่ใช้ร่วมกับหลักการ Distraction Osteogenesis หรือการตัดกระดูกแล้วค่อย ๆ แยกชิ้นกระดูกออกจากกัน เพื่อให้ร่างกายสร้างกระดูกใหม่ในช่องว่างนั้นอย่างต่อเนื่อง
หลังจากศัลยแพทย์ตัดกระดูกตามแผน อุปกรณ์จะช่วยค่อย ๆ เลื่อนกระดูกไปด้านหน้า แทนการเลื่อนครั้งเดียวเป็นระยะทางมาก ๆ ทำให้ทีมแพทย์ติดตามการตอบสนองของกระดูกและเนื้อเยื่อได้ระหว่างการรักษา พร้อมปรับทิศทางการดึงให้เหมาะกับแต่ละเคสได้มากขึ้น

ใช้สำหรับเคสใดบ้าง

RED II อาจถูกนำมาพิจารณาในผู้ป่วยที่มีภาวะโครงหน้าส่วนกลางหรือขากรรไกรบนเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะกรณีที่มีความรุนแรงหรือมีข้อจำกัดจากเนื้อเยื่อร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น
ผู้ป่วยกลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่ที่มีแผลเป็นดึงรั้งมาก ทำให้ขากรรไกรบนเจริญเติบโตไปด้านหน้าได้จำกัด และมีความผิดปกติของการสบฟันอย่างชัดเจน

  • ผู้ป่วยกลุ่มอาการผิดปกติของกะโหลกและใบหน้า เช่น Apert syndrome หรือ Crouzon syndrome ซึ่งอาจมีการยุบตัวของใบหน้าส่วนกลาง เบ้าตา และบริเวณรอบทางเดินหายใจ
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับจากโครงสร้างใบหน้าส่วนกลางหรือขากรรไกรบนที่เล็กหรืออยู่ในตำแหน่งถอยร่น
  • ผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดมาก่อนและมีพังผืดหนาแน่น จนการเลื่อนกระดูกครั้งเดียวอาจทำได้จำกัดหรือมีความตึงของเนื้อเยื่อมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ข้อบ่งชี้และความเหมาะสมของอุปกรณ์ต้องประเมินเป็นรายเคส ไม่ควรตัดสินจากความรุนแรงของใบหน้าเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น แนวกระดูกที่ต้องการเลื่อน คุณภาพของกระดูก ภาวะทางเดินหายใจ การสบฟัน และความพร้อมของผู้ป่วยกับครอบครัวในการดูแลอุปกรณ์ระหว่างการรักษา

RED II ใช้ร่วมกับการผ่าตัดแบบใด

RED II สามารถใช้ร่วมกับการผ่าตัดตัดกระดูกในหลายระดับ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขอบเขตของความผิดปกติ เช่น
  • Le Fort I advancement สำหรับการเลื่อนขากรรไกรบนส่วนล่าง
  • Le Fort II หรือ Le Fort III distraction สำหรับการเลื่อนใบหน้าส่วนกลาง ซึ่งอาจครอบคลุมบริเวณดั้งจมูกและเบ้าตา
  • Monobloc advancement สำหรับการเลื่อนกระดูกหน้าผากและใบหน้าส่วนกลางไปพร้อมกันในผู้ป่วยบางกลุ่ม

จุดเด่นในเคสที่มีพังผืดหรือการผ่าตัดมาก่อน

จุดเด่นของระบบภายนอกคือ แพทย์ยังสามารถปรับ Vector หรือทิศทางการดึงกระดูกได้ระหว่างการรักษา จึงเหมาะกับเคสที่กระดูกเคลื่อนไม่ตรงตามแผน หรือมีพังผืดและเนื้อเยื่ออ่อนดึงรั้งมาก
การค่อย ๆ ดึงกระดูกช่วยให้เนื้อเยื่อมีเวลาปรับตัว แต่พังผืดที่หนาแน่นยังอาจขัดขวางการเคลื่อนของกระดูกได้ แพทย์จึงต้องติดตามผลและปรับทิศทางการดึงให้เหมาะกับแต่ละระยะของการรักษา

หากไม่มี RED II ยังมีทางเลือกอื่นหรือไม่

หากไม่มี RED II ก็ยังสามารถรักษาได้ โดยเลือกวิธีให้เหมาะกับอายุและความรุนแรงของแต่ละเคส
ผู้ป่วยที่โตเต็มที่และต้องการเลื่อนกระดูกไม่มาก อาจใช้การผ่าตัดเลื่อนกระดูกแบบปกติ แล้วใช้แผ่นโลหะและสกรูยึดไว้ อย่างไรก็ตาม หากต้องเลื่อนกระดูกมากเกินกว่าที่เนื้อเยื่อจะรองรับได้ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้แผลหายช้า กระดูกขาดเลือด หรือกระดูกเคลื่อนกลับได้


อีกทางเลือกคือ Internal Distractor ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ยึดกับกระดูกและอยู่ใต้ผิวหนัง วิธีนี้ช่วยค่อย ๆ เลื่อนกระดูกได้เช่นกัน แต่การปรับทิศทางระหว่างการรักษาอาจทำได้จำกัดกว่าอุปกรณ์ภายนอก และเมื่อกระดูกแข็งแรงดีแล้ว ผู้ป่วยอาจต้องผ่าตัดอีกครั้งเพื่อถอดอุปกรณ์ออก


ในบางเคส แพทย์อาจวางแผนผ่าตัดเป็นระยะ และใช้การปลูกกระดูกเข้ามาช่วย โดยพิจารณาจากอายุ การเจริญเติบโต และสภาพโครงสร้างใบหน้า ส่วนผู้ป่วยที่มีความผิดปกติไม่มาก หรือยังไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัดใหญ่ อาจใช้การจัดฟันเพื่อช่วยปรับการสบฟันและการใช้งาน แม้จะไม่ได้แก้ไขตำแหน่งของโครงหน้าโดยตรง

กรณีที่ไม่มีฟันให้ใช้เป็นจุดยึด

ในผู้ป่วยที่ไม่มีฟันเพียงพอสำหรับใช้เป็นจุดยึด หรือเด็กที่ฟันน้ำนมยังไม่แข็งแรง การยึดอุปกรณ์กับฟันอาจทำได้จำกัด แพทย์จึงอาจพิจารณาใช้ Leipzig Retention Plates ซึ่งยึดกับกระดูกขากรรไกรโดยตรง
วิธีนี้ช่วยลดข้อจำกัดจากสภาพฟัน และทำให้วางแผนทิศทางการดึงกระดูกได้เหมาะสมกับแต่ละเคสมากขึ้น